Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

Saturday, March 13, 2010

10 วิธี น้ำหนักลด โดยไม่รู้ตัว !

10 Easy Ways to Burn Calories

ทุกๆ 7700 cal ที่คุณรับประทานเกินความต้องการของร่างกาย น้ำหนักคุณจะเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม หากคุณต้องการลดน้ำหนัก ไม่ควรลดเกิน 500 cal ต่อวัน เพื่อให้ไม่เกินอันตรายต่อการขาดสารอาหาร อ่อนเพลีย จนในที่สุด กลไกของสมองก็อาจจะสั่งให้คุณต้องทานเข้าไป(เพื่อป้องกันการอดตาย)เปลี่ยนการใช้แคลอรี่เป็นน้อยลง เพื่อสะสมไขมัน(กันตายอีก!) และเมื่อคุณกินเข้าไป แต่ร่างกายถูกปรับให้เผาผลาญน้อยลง มันก็จะไปเก็บเป็นเซลล์ไขมัน ซึ่งก็คือปฎิกิริยา โยโย่ เอฟเฟ็ค (Yo Yo effect)

การลดเกิน 1200 cal นั้น สามารถทำได้ หากอยู่ในความดูแลของแพทย์และนักโภชนาการ แต่ทางที่ดี ลดช้าๆ แต่ชัวร์ ดีกว่าใจร้อน จนทำให้เกิด Yo Yo effect

ในการลดน้ำหนักช่วงต้น น้ำหนักจะลงค่อนข้างเร็ว และหลังจากนั้นจะอยู่ในช่วงค่อยๆ ลดอย่างช้าๆ ถึงช้ามากๆ อย่าใจร้อนนะคะ ช้า...แต่ว่ายั่งยืนค่ะ เกริ่นมาซะยาว มาดูวิธีแอบเบิร์นแคลอรี่ (calories burn) กันดีกว่าค่ะ

1. ลุกขึ้นมา ปัดกวาดเช็ดถูห้อง หรือบ้านของคุณ(ด้วยตัวเองนะ ไม่ใช่ใช้คนอื่นทำ) ห้ามเปิดแอร์ทำ ทำไปเรื่อยๆ ให้ได้เกินกว่า 20 นาทีขึ้นไป

2. หากคุณออกกำลังกายในยิมหรือฟิตเนสอยู่แล้ว หรือมีเครื่องออกกำลังกายที่บ้าน ก็แค่เล่นเพิ่มไปอีก 10 นาที

3. นั่งดูโชว์ ดูละคร ดูข่าวอยู่หน้าทีวี ทุกช่วงเบรคโฆษณา ก็ลุกขึ้นมาบิดซ้ายขวา วิ่งรอบทีวี รอบห้อง ซิทอัพ วิดพื้นกันไป รายการมาค่อยดูต่อ

4. วันหยุด อย่าอยู่บ้านเฉยๆ หากิจกรรมทำ(ที่ไม่ใช่กินบุฟเฟต์) พาพ่อแม่ไปเที่ยวเล่น พาลูกไปสวนสนุก ไปทะเล หรือไปทำบุญทำกุศลซะบ้าง ครอบครัวอบอุ่น จิตใจเบิกบานแล้วยังได้ผลาญไขมันอีกต่างหาก

5. หากอยู่ที่ทำงานต้องนั่งติดเก้าอี้ตลอด ทุก 1ชั่วโมงก็ยืดเส้นสายสัก 3-5 นาที นั่งไขว้เท้าสลับ ซ้าย ขวา เกร็งหน้าท้อง ใช้มือดันกันเบาะนั่งยกตัวขึ้นเกร็งหน้าท้อง หรือจับพนักพิงหลังแล้วเอี้ยวตัวบิดซ้ายขวา สำหรับเก้าอี้ที่เป็นล้อ ท่านอาจจะลื่นล้มให้ได้อายจนเบิร์นแคลอรี่ได้มากขึ้น
ผู้เขียนเคยนั่งทำบนรถไฟฟ้า คนมอง เราก็ยิ้มให้ คิดจะสวยสุขภาพดีก็อย่าได้แคร์ค่ะ

6. ทำงานออฟฟิสเดียวกันเปลี่ยนจากส่งอีเมล์หากัน เป็นเดินไปคุยงาน ไปปรึกษางานกันต่อหน้าเลยดีกว่า ไม่ต้องกลัวเปลืองพลังงาน (เปลืองๆ สิดี จะได้ลดน้ำหนัก) หากอยากให้มีลายลักษณ์อักษร ตอนเดินไปคุยก็บอกไปเลยว่า เดี๋ยวจะส่งอีเมล์ตามมานะคะ ช่วยส่งกลับคอนเฟิร์มให้ด้วยค่ะ

7. ขึ้นลงไม่กี่ชั้น ใช้บันได(หากคุณไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับหัวเข่าและข้อเท้า) ผู้เขียนเคยเดินขึ้นบันได 13 ชั้น ทุกวัน วันแรกๆ รู้สึกเหนื่อย หอบ หมดแรง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เหนื่อยน้อยลง จนกลายเป็นไม่เหนื่อย เดินได้นาน แข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ

8. ไปซื้อของใกล้ๆ เดินไปดีกว่า สองป้าย สามป้ายรถ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ก็เดินเอา

9. หากไปซื้อของไกล เวลาจอดรถในห้าง จอดให้ไกลขึ้น จะได้เดินมากขึ้นไง

10. ใช้ตะกร้าในการช้อป ไม่ใช้รถเข็น หิ้วสลับซ้ายขวายกขึ้นลงเล็กน้อย ได้กล้ามแขนด้วยนะ

อ้อ! ที่สำคัญ น้ำเปล่าสะอาดๆ ค่อยๆ ดื่ม ดื่มทั้งวันให้ได้ 8 - 10 แก้ว(กรุณาอย่าซดโฮก เพราะร่างกายจะขับออกทันที และไตจะทำงานหนัก) น้ำสะอาดจะปรับสมดุลในร่างกาย ชำระล้างของเสียออกจากร่างกาย ควบคู่กับทานอาหารที่มีประโยชน์ จะเห็นผลเร็วขึ้นค่ะ

10 วิธีง่ายๆ ทำได้บ่อย ไม่ยุ่งยาก ได้ผลอย่างไร อย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังนะคะ



** แคลอรี่ที่ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องใช้ในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ และกิจกรรมที่ทำ ท่านสามารถตรวจสอบปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ได้ที่
http://walking.about.com/cs/calories/l/blcalcalc.htm **

Friday, January 29, 2010

การกรน - ภัยร้ายที่คุณอาจคาดไม่ถึง

การกรน

การกรนมีหลายประเภท สามารถแบ่งออกได้เป็น

1. กรนธรรมดา: ผู้ป่วยมักไม่เดือดร้อน แต่คนรอบข้างเดือดร้อนจากเสียงดัง หรือผู้ป่วยอาจเดือดร้อนในการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่น
2. กรนอันตราย: ผู้ป่วยและคนรอบข้างเดือดร้อน ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียนหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถอาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง และอาจมีอายุสั้น อยู่ได้ไม่นาน โดยเฉพาะถ้าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบาต่อชั่วโมงมากกว่าหรือเท่ากับ 20 ครั้งในหนึ่งคืน

การรักษา
การรักษามี 2 ทางเลือก คือ วิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด ซึ่งท่านสามารถเลือกได้เพราะการรักษาอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป ในที่นี้อยากแนะนำให้ใช้วิธีไม่ผ่าตัดก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นหรือไม่ชอบหรือไม่สะดวก ท่านสามารถเลือกวิธีผ่าได้ภายหลังได้

วิธีไม่ผ่าตัด
1. ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน ควรลดน้ำหนักเนื่องจาก ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตราฐาน จะมีไขมันมาพอกรอบคอ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบน ตีบแคบ การลดน้ำหนัก จะช่วยลดไขมันดังกล่าว ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น

2. ให้ทดลองใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (CPAP) ปกติเวลานอนเพดานอ่อนและลิ้นไก่ที่ยาว และโคนลิ้นที่โต จะตกลงมาบังทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ลมที่เป่าเข้าไป จะไปถ่างทางเดินหายใจให้กว้างออก ทำให้ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยไม่กรน และไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ปัจจุบันตัวเครื่องมีขนาดเล็กสามารถพกพาได้ค่อนข้างสะดวก การใช้เครื่องเป่าลมจะเหมือนกับการใส่แว่นตาใหม่ๆ คืออาจจะรู้สึกอึดอัดบ้างในช่วงแรก ต้องใส่ๆ ถอดๆ เมื่อชินก็จะใส่ได้เอง

ควรใช้เครื่องปรับอากาศให้อุ่นและชื้นขึ้น (HUMIDIFIER)ร่วมด้วยเสมอ เพราะการที่ลมเป่าจมูกเรื่อยๆ ถ้าเป็นลมแห้งและเย็น (โดยเฉพาะถ้านอนเปิดพัดลม หรือ แอร์) จะทำให้เยื่อบุจมูกบวม เกิดอาการคัดจมูกได้ง่าย ซึ่งจะทำให้เครื่องเป่าลมเย็นต้องเพิ่มความดันมากขึ้น ในการที่จะเอาชนะโพรงจมูกที่ตีบแคบ อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดมากขึ้นได้

3.ใส่ที่ครอบฟัน แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำเครื่องครอบฟัน (Oral Appliance) ปกติเวลานอนหงาย ขากรรไกรล่างและลิ้นจะตกตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ การใส่เครื่องครอบฟันจะช่วยยึดขากรรไกรบนและล่างเข้าด้วยกัน และเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้าและป้องกันไม่ให้ลิ้นและขากรรไกรตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหานอนกรนธรรมดาหรือเป็นกรนอันตรายที่มีความรุนแรงอยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง (ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบาน้อยกว่า 30 ครั้งต่อชั่วโมง)

วิธีผ่าตัด
1. การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency-Assisted Uvulopalatoplasty:RAUP) - ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดแก้ไขอาการนอนกรน โดยเอาเนื้อเยื่อที่หย่อนยานบริเวณลิ้นไก่และเพดานอ่อนออกทีละน้อย โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจบริเวณคอหอยกว้างขึ้น โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่
ข้อดี: อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดน้อยกว่าการใช้แสงเลเซอร์ผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังผ่าตัดโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
หลังผ่าตัด: จะมีแผลที่ผนังในคอทั้งสองข้าง อาจมีอาการเจ็บคอจากแผลผ่าตัด หรือมีไข้ ควรทานอาหารเหลวที่เย็น หรืออาหารอ่อนๆ
ภาวะแทรกซ้อน: เลือดออกจากแผลผ่าตัด แผลผ่าตัดติดเชื้อ แต่พบได้น้อย

2. การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่ Uvulopalatopharyngoplasty (UPPP) - ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดแก้ไขโดยเอาต่อมทอนซิล ลิ้นไก่ และเนื้อเยื่อที่หย่อนยานบริเวณผนังคอหอยออกทางปากโดยไม่มีแผลภายนอก ใช้วิธีดมยาสลบ ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจบริเวณคอหอยกว้างขึ้น
ก่อนผ่าตัด: ต้องเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลก่อนหนึ่งวันเพื่อเตรียมความพร้อมในการดมยาสลบ บางรายแพทย์อาจแนะนำให้นอนห้อง ICU หลังผ่าตัด 1 คืนเพื่อสังเกตการหายใจหลังผ่าตัด
หลังผ่าตัด: จะมีแผลและวัสดุเย็บแผลที่ผนังในคอทั้ง 2 ข้าง อาจมีอาการเจ็บคอจากแผลผ่าตัด หรือมีไข้ ควรทางอาหารเหลวและเย็น
ภาวะแทรกซ้อน: เลือดออกจากแผลผ่าตัด แผลผ่าตัดติดเชื้อ แต่พบได้น้อย ระยะแรกเวลาดื่มน้ำ จะมีสำลักออกจมูกได้บ้าง จึงควรดื่มน้ำและรับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

การผ่าตัดไม่ได้รักษาอาการนอนกรนและ/หรือภาวะหยุดหายใจให้หายขาด หลังผ่าตัด อาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจจะยังเหลืออยู่ หรือมีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งที่สำคัญคือ
1. ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้เพิ่ม เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการขยายทางเดินหายใจที่แคบให้กว้างขึ้น ถ้าน้ำหนักเพิ่มหลังผ่าตัด ไขมันก็จะไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้ช่องคอกลับมาแคบใหม่ได้ ทำให้อาการนอนกรนหรือหยุดหายใจกลับมาใหม่ได้
2. ต้องหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนตึงตัวและกระชับ


ข้อมูล: ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน

Saturday, January 16, 2010

สูตรชลอความชรา...ไม่อยากแก่เชิญทางนี้

พูดถึงความแก่ แน่นอนว่าทุกคนคงหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ สำหรับบางท่านอาจเห็นว่าเรื่องนี้ไร้สาระ ไม่มีใครเอาชนะแรงดึงดูดได้... แต่หลายท่านคงไม่อยากดูแก่กว่าวัยจริงไหมคะ

ถ้ามีคนมาทักเราว่า ดูแก่กว่าวัยนะ ทำไมเหี่ยวแล้วล่ะ ไปทำอะไรมาทำไมโทรมจัง แค่นี้ จิตใจเราก็หดหู่ แย่ไปตามร่างกายทันที แหม...มนุษย์ปุถุชน มันก็มีคิดมากกันบ้าง

ประโยชน์ของการดูแลตัวเองให้ดูอ่อนกว่าวัย จึงไม่ใช่ด้านร่างกาย แต่ทำให้จิตใจเราเบิกบานด้วยนะคะ

สูตรเด็ด ไม่แต่ลับ เพื่อชลอความชรา พูดง่ายๆ ก็คือ เคล็ดลับง่ายๆ สำหรับคนไม่อยากแก่ เชิญทางนี้ค่ะ

1. คุณต้องบอกตัวเองว่า "ฉันไม่อยากแก่ !!!"

ทำไมต้องบอกตัวเอง ?? ก็เพื่อให้เรามีแรงผลักดันที่จะทำตัวให้ look young ไม่ดูแก่ยังไงล่ะ ให้เราได้เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจกันเลยทีเดียว.. เหมือนกับการสะกดจิตตัวเอง(ไม่ใช่หลอกตัวเองนะ)
ลองพูดคุยกับคนที่อายุน้อยกว่า เพื่อดูทัศนะคติ(ในแง่บวกนะ)ของวัยรุ่น มุมมองต่างๆ ความสดชื่น ร่าเริง กระฉับกระเฉงของคนเหล่านี้ มันน่าอิจฉาใช่ไหมล่ะ... คุณเองก็ทำได้นะ...

2. คิดบวก ลดเครียด

อย่าดูถูกความเครียด มันทำให้เราแก่กว่าวัยเร็วมาก... เมื่อเครียด เราจะขมวดคิ้ว ย่นปาก เบ้หน้า บ่อยๆ เข้าก็ทำให้หน้าเกิดริ้วรอย ผมหงอกเร็ว เซลร่างกายเสื่อม จิตใจหดหู่ ..บางคนเวลาเครียดจะกินจุบจิบ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือในบางรายก็ไม่ทานอาหารเลย... มันทำให้ร่างกายยิ่งโทรมนะคะ

เริ่มต้นที่ความคิดก่อน คิดให้บวก ในระยะแรกๆ อาจจะยากค่ะ พยายามหาเพื่อนฮาๆ อย่าคิดว่ามันไร้สาระเลย เพื่อนเหล่านี้ช่วยคุณหายเครียดได้ ฮาอย่างเดียวนะคะ อย่าชวนกันไปดื่มเหล้า หรือชวนกันประชดชีวิตให้เสียคน หรืออาจหาทางระบายออกของความเครียด ดูหนัง ฟังเพลง ระบายกับเพื่อน ตะโกนออกมาดังๆ ไปพักผ่อน อยู่กับธรรมชาติ อะไรก็ตามที่ทำให้คุณโล่ง โปร่ง สบาย หายเครียด เต็มที่เลยค่ะ

3. ทานอาหารต้านความชรา

อาหารดีๆ ที่มีสารต้านอนุุมูลอิสระ (antioxidant) อยู่รอบตัวเราค่ะ โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ชอบดื่มน้ำแครอทคั้นจากเครื่องแยกกากค่ะ ดื่มวันเว้นวันเลยทีเดียว สลับกับน้ำส้มคั้นสด น้ำเสาวรส น้ำฝรั่ง ปริมาณที่ดื่มต่อวันไม่มากเกินไป เพราะอาจทำให้อ้วนจากแคลอรี่เกิน(exceed calorie intake) และแครอทีน (carotene) จากน้ำแครอทมากไปจะทำให้ตัวออกเหลืองๆ ค่ะ อะไรที่มากไปไม่ดีทั้งนั้น

ผัก และ ผลไม้ ที่สด สะอาด และหลากหลายชนิด คือคำตอบของอาหารต้านชรา เพราะเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ กล่าวคือ วิตามินสูงช่วยให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ มีกากใยช่วยเรื่องการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย มี ไฟโตนิวเทรียน (phytonutrient : phytochemical หรือสารเคมีตามธรรมชาติที่อยู่ในพืชผักผลไม้) ซึ่งเป็นสารให้สีในผักผลไม้ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (หากมีเวลาจะอธิบายเพิ่มเติมให้เป็นหัวข้อเฉพาะ)

ทำไมผักผลไม้ต้องหลากหลายชนิด ? ...ก็เพราะสีที่แตกต่างกันออกไปก็ให้วิตามินและไฟโตนิวเทรียนต่างกันไปด้วย จึงควรทานให้หลากหลายค่ะ.... (แน่นอนว่า หากมีเวลาจะเขียนให้ค่ะ)

4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายทำให้เราแข็งแรง สดชื่น ไม่เหนื่อยง่าย ทำอะไรก็กระฉับกระเฉงว่องไว หลายท่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว การออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง หุ่นเฟิร์ม เซลล์ร่างกายแข็งแรง ทำอะไรก็ไม่เหนื่อยง่ายแล้ว ในขณะที่ท่านออกกำลังกายจะก่อให้เกิดสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) ซึ่งเป็นสารระงับความเจ็บปวด และทำให้คลายกังวล ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น สดชื่นขึ้น

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว ร่างกายจะผลิตสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นเมื่อ เกิดความเจ็บปวด เมื่อทานอาหารรสเผ็ดร้อน และการร่วมรักที่สุขสม ร่างกายสดชื่น อารมณ์แจ่มใส ชลอความชราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

5. นอนหลับให้เพียงพอ

ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในยามที่เราหลับค่ะ ในระหว่างที่เราได้หลับ อาหารดีๆ วิตามินทั้งหลาย จะเข้าไปเสริมสร้าง และซ่อมแซมทันที

นอนกี่ชั่วโมงถึงจะพอ.... ร่างกายแต่ละท่านต้องการไม่เหมือนกันค่ะ บางท่านหลับลึก ประมาณ 4-6 ชั่วโมงเขาก็สดชื่นแจ่มใสเต็มที่แล้ว แต่บางท่าน อาจต้องพักผ่อนนานถึง 8 ชั่วโมง... สำหรับท่านที่มีปัญหากับการนอนหลับ หลับไม่ลึก หยุดหายใจขณะนอนหลับ และท่านที่เครียดมากๆ จะทำให้นอนไม่พอ จนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ เรื้อรังตามมา ต้องรีบรักษาและหาทางแก้ไขนะคะ

6. น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์

ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุดค่ะ ชา กาแฟ น้ำอัดลม ไม่ดีต่อสุขภาพ น้ำสะอาดจะช่วยขับพิษหรือของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย ดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ได้วันละประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน จะช่วยให้เซลร่างกายไม่ขาดน้ำ ผิวพรรณจะสดใสค่ะ วิธีดื่มก็ต้องดื่มทั้งวัน ไม่ใช่ดื่มรวดเดียว 3 แก้ว เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก ร่างกายจะขับน้ำส่วนเกินออกทันที ต้องค่อยๆ ดื่ม ดื่มทั้งวันให้ร่างกายได้นำน้ำไปใช้ ให้เซลทั้งหลายได้ดูดซึมน้ำค่ะ

อากาศก็เป็นสิ่งสำคัญ อากาศที่สะอาดบริสุทธ์ จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารพิษ(อนุมูลอิสระ) เข้าไปเพิ่ม เราก็ไม่เจ็บป่วยด้วยค่ะ อย่าลืมว่าเซลต่างๆ ในร่างกายเรา ต้องการอาหาร น้ำ และอากาศอ่ะ

7. หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กัน

ข้อนี้ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ แค่มอบความรัก ความห่วงใย ความอาทร ความเอาใจใส่ มันช่วยให้เรารู้สึกยินดี รู้สึกเบิกบานใจ มีความสุขจากข้างใน มันจะแสดงออกมาทางสีหน้า แววตา ผิวพรรณ ยามกิน ยามนอน ยามตื่น ก็สุขกายสบายใจ ไม่ต้องกลัวใครคิดร้าย ไม่ต้องกังวลใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสแบบนี้ นอกจากจะ look good แล้ว ยัง look young (at heart) ด้วยนะคะ



สูตรดีๆ แบบนี้ บอกต่อๆ กันไปค่ะ...


.........................

Wednesday, December 2, 2009

Sleep Apnea โรคร้ายที่คนคาดไม่ถึง

Sleep Apnea

Sleep apnea คือ อาการ ผิดปกติในการนอนหลับ ลักษณะอาการคือมีการหยุดหายใจในขณะนอนหลับ ทุกๆ ครั้งที่มีการหยุดหายใจจะเรียกว่า apnea ซึ่งมาจากภาษากรีกแปลว่า "หายใจ" การเกิด apnea แต่ละครั้งจะทำให้มีการหยุดหายใจ 1 ครั้งหรือมากกว่านั้น อาการหยุดหายใจจะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาตลอดคืน

Sunday, October 18, 2009

เทศกาลกินเจ กินเจถูกต้อง ลดโรคภัย

เทศกาลกินเจ เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ไปจนถึง 9 ค่ำ ของเดือน 9 ตามปีปฏิทินจีน รวมระยะเวลา 9 วัน บางคนก็อาจเริ่มทานล่วงหน้า 1 วัน เพื่อล้างท้อง

เมื่อถึงเวลานี้ของทุกปี เราจะเห็นธงสีเหลืองๆ ที่มีอักษรจีนสีแดง บ้างก็เป็นภาษาไทย เขียนคำว่า 齋 (อ่านว่า เจ หรือ แจ) เอาไว้ติดตามร้านค้าต่างๆ ที่ขายอาหารเจ ธงสีเหลืองนั้น เป็นสีที่ใช้สำหรับกษัตริย์ และผู้ทรงศีล สีแดงเป็นสีแห่งมงคลของชาวจีนจึงเขียนคำว่า "เจ" เป็นสีแดง

Saturday, October 17, 2009

มารู้จัก Condom กันเถอะ

มารู้จัก Condom กันเถอะ


อัตราการมีเพศสัมพันธุ์ของวัยรุ่นไทย มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ แนวโน้มในปัจจุบัน วัยรุ่นอายุประมาณ 14 ปี เริ่มมีเพศสัมพันธุ์กันแล้ว พบปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่น ปัญหาการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ในวัยรุ่น ปัญหาการติดเชื้อจากการทำแท้งในวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น

Tuesday, October 13, 2009

Trans Fat ภัยร้ายใกล้ตัว

ปัจจุบัน เราเริ่มหันมาสนใจสุขภาพและอาหารการกินกันมากขึ้น และจากการตื่นตัวของอเมริกันชนเกี่ยวกับ Trans Fat (ทรานส์ แฟ็ต) หรือไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่ง ที่พบได้ทั่วไปในอาหาร และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปในท้องตลาด ไขมันชนิดนี้ อาจยังไม่เป็นที่รู้จักของใครหลายคน แต่มันกลับทำร้าย ทำลายชีวิตของผูบริโภคไปทีละน้อย เจ้าไขมันตัวนี้ คืออะไร มันร้ายกาจกับเราแค่ไหน วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับมันกันค่ะ

Saturday, October 10, 2009

เลือดและการบริจาคเลือด

เลือดและการบริจาคเลือด

เลือดคืออะไร?

เลือดเป็นของเหลวที่สำคัญในร่างกายที่ใช้ในการลำเลียงสารอาหาร ที่ผ่านการย่อยสลายแล้วไปยังเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย นอกจากสารอาหารแล้วเลือดยังทำหน้าที่ในการลำเลียงก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าและออกจากปอดด้วย

นอกจากหน้าที่สำคัญข้างต้น เลือดยังทำหน้าที่สำคัญอีกหลายอย่างที่เราอาจจะไม่ทราบ อย่างเช่น การลำเลียงสารต่อต้านเชื้อโรคจำพวก Antiboby, ลำเลียงฮอร์โมน, เอนไซม์ไปทั่วร่างกาย และยังทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่อีกด้วย